Skip to main content
guest
Join
|
Help
|
Sign In
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูณัชพล
Home
guest
|
Join
|
Help
|
Sign In
Wiki Home
Recent Changes
Pages and Files
Members
หน้าแรก
รู้จักกับครูณัชพล
ปฏิทินปฏิบัติงาน
แบบสอบถาม
แบบทดสอบ
มุมพักผ่อน
มุมส่วนตัว
วิชาโครงงานคอมพิวเตอร์
วิชาการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น
วิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Pro/Engineer)
จริยธรรมคอมพิวเตอร์
อบรมเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้
ผลงานนักเรียนทำโครงงาน
เริ่ม 1 ต.ค. 54
laokrung4
Edit
0
2
…
1
Tags
laokrung4
Notify
RSS
Backlinks
Source
Print
Export (PDF)
เมื่อผมไปเลี้ยง ”ผี” กับลาวครั่ง ....ที่บ้านโคก
หลายครั้งครับที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน
พิธีกรรม (
Ritual
)
ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศไทย ทั้งในฐานะของ
นักวิจัย นักท่องเที่ยว บังเอิญผ่านไป หรือในฐานะของญาติพี่น้องสุดพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพราะความสัมพันธ์ที่ดันเข้าไปฝังตัวเก็บข้อมูลในหมู่บ้านนานวันจึงได้นับญาติเกี่ยวดองกัน
โดยเฉพาะที่หมู่บ้านนามว่า
“บ้านโคก”
ชุมชนใหญ่ของ
“กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง”
ที่นี่เป็นสนามวิจัยเพื่อฝึกฝนการเก็บข้อมูลทางมานุษยวิทยาที่สำคัญของหลายมหาวิทยาลัยในอดีต ทั้งศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหิดล ฯลฯ
แต่ที่นี่ก็คือบ้านอีกหลังหนึ่งของผมครับ
บ้านโคก
เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากเมืองโบราณและตลาดท่าพระยาจักรประมาณ 1.5 – 2 กิโลเมตร (อยู่ที่ว่าจะเข้าทางไหน) เป็นชุมชนชาว
"ลาว"
ที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมากระจัดกระจายในเขตภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคเหนือ
เพื่อค้นหาภูมิประเทศที่เหมือนกับบ้านของเขาในอดีตครั้งอยู่ในอาณาจักรหลวงพระบาง
ที่ต้องมีป่าเขา แม่น้ำและทุ่งราบสำหรับเพาะปลูกข้าว
หลายคนคงสงสัย ชาวลาวเข้ามาได้อย่างไร เมื่อไหร่..... อ่านต่อเลยครับ
.
.
การเข้ามาของคนลาวในสมัยโบราณมีอยู่สองลักษณะด้วยกันคือ
อพยพเข้ามาเองและถูกกวาดต้อนเข้ามา
ที่อพยพมาเองก็จะเป็นพวกทางอีสาน
สมัยโบราณยังไม่มีพาสปอร์ตและยังไม่พรมแดนนะครับ พวกเขาจึงสามารถเดินทางกระจัดกระจายกันไปมาได้อย่างสะดวก เพื่อหาถิ่นฐานที่อุดมสมบูรณ์หรือลี้ภัยสงคราม
ส่วนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามานั้น
ก็เพราะในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนชาวกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าอังวะกวาดต้อนกลับไปเกือบหมด บ้างก็ไปอยู่มัณฑะเลย์ บ้างไปอยู่ไทยใหญ่
ทุ่งราบภาคกลางของสยามจึงเกือบร้าง ผู้คนไพร่ฟ้ามีเหลืออยู่ไม่มาก เมื่อขาดแคลนแรงงาน การผลิตอาหารก็ไม่มีประสิทธิภาพ การสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ก็เป็นไปได้ยาก
.
สงครามโบราณเป็นสงครามแบบจารีต เมื่อชนะศึกก็จะกวาดตอนผู้คนไพร่ฟ้าราษฎรของบ้านเมืองที่พ่ายแพ้นั้นกลับไปยังดินแดนของตน เพื่อนำไปใช้เป็น
“แรงงาน”
ในการพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ส่วนที่จะฆ่าแบบล้างผลาญก็มีหลายครั้ง เช่นกรณีของ
ตาเมอเลน หรือเจงกีสข่าน
แต่แถวสุวรรณภูมินี้ไม่ค่อยมีครับ เพราะคนมันมีน้อย ฆ่าหมดก็ไม่มีแรงงานเหลือ
.
เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทำสงครามกับกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือลานช้าง อันเป็นที่รวมของอาณาจักรเวียงจันทร์และหลวงพระบางเข้าด้วยกัน ก็ได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองลาว เข้ามาไว้เป็นแรงงานรอบพระนครในรอบแรก ๆ
.
เช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ครับ
ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็เป็นเมืองร้าง ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเชียงแสนและพม่าจนเกือบหมด
กลุ่มคนสายพระเจ้ากาวิละจากลำปางเข้ายึดครองแทน
ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 จึงทรงนำทัพจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไป
กวาดต้อนผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายจากแคว้นสิบสองปันนาและชาวลาวเหนือลงมาเป็นชาวเชียงใหม่และล้านนาในปัจจุบัน
รวมทั้งนำลงมาไว้รอบพระนคร เช่น ชาวไทยวน ที่คูบัว ราชบุรีไงครับ
.
ครั้งถึงสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่
3
เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองอาณาจักรขึ้น ในปีพุทธศักราช 2369 สงครามครั้งนี้เรามักจะ
"
ดูถูก"
เมืองลาวเขาว่าเป็นกบฏ แต่ชาวลาวมองว่า
“เจ้าอนุวงษ์”
คือมหาวีรบุรุษและเป็นศึกเพื่อกู้เอกราช (ยิ่งกว่าจูมง) ซึ่งหากศึกษาอย่างเข้าใจแล้วก็จะพบว่า เรามี
"
อคติ"
เรื่องชาตินิยมแอบแฝงไว้มากมายในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนี้ ข้อสรุปสั้น ๆ ของผมก็คือ
"เจ้าอนุวงษ์นำทัพลาวหวังจะเข้ามาเอาชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาครั้งรัชกาลที่
1 กลับบ้านเกิด"
.
เมื่อสยามชนะสงครามเพราะชาวลาวที่เสวยสุขอยู่ที่โคราช เปลี่ยนใจหันกลับมาสวามิภักดิ์กับกรุงเทพ ฯ เวียงจันทน์จึงต้องถูกทำลายยับย่อย ดังพระราชดำรัสของรัชกาลที่สามความว่า
“ เมืองเวียงจันทน์นี้เป็นกบฏมาสองครั้งแล้ว ไม่ควรจะเอาไว้เป็นบ้านเป็นเมืองให้อยู่สืบไป ให้กลับไปทำลายล้างเสียให้สิ้น”
.
และงานศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่า
“...ตัวเมืองหลวงได้ถูกทำลายราบเรียบจนเป็นเมืองร้าง ยกเว้นแต่วัดวาอารามบางวัด ผู้คนพลเมืองก็ให้ไล่ต้อนเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม...”
.
"
....สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก เป็นเหตุให้ประชาชนชาวลาวหลายเผ่าพันธุ์โยกย้ายที่อยู่อาศัยครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์นั้นก็ได้กวาดต้อนครอบครัวพวกลาวเลียงจันทน์มาไว้ที่เมืองลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครชัยศรี......"
.
ชาวลาวจากดินแดนที่เรียกว่า
“ภูคัง”
ก็ถูกกวาดต้อนมาด้วย ซึ่ง ลาวภูคัง หรือลาวเต่าเหลืองจาก
"
เมืองหลวงพระบาง"
นี้ ก็คือชาวลาวครั่งบ้านโคกในปัจจุบันครับ
เชื่อกันว่าชื่อลาวครั่งกร่อนเสียงมาจากลาวภูคังนั่นเอง
.
แต่ก่อนจะมาถึงบ้านโคกที่อู่ทอง กลุ่มชาวลาวครั่ง อพยพเคลื่อนย้ายกันไม่มีทิศทางชัดเจน แต่ส่วนมากจะอพยพไปตามเส้นทางเดินทัพโบราณ กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งที่
ด่านซ้าย จังหวัดเลย เรียกตัวเองว่า
“ลาวด่าน”
อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ก็มีชาวลาวครั่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน เรียกตัวเองตามชื่อสภาพแวดล้อมว่า
“ลาวโนนปอแดง” “ ลาวหนองเหมือน”
.
ชาวลาวอีกหลายกลุ่มที่แตกต่างกันตามถิ่นฐานเดิม บางส่วนก็อพยพตามเส้นทางภูเขาจากอำเภออู่ทองขึ้นยังไปยังด่านช้าง และเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเขตหุบเขาของ
อำเภอบ้านไร่ อำเภอทัพทัน เรียกตัวเองว่า"
ลาวทัพคล้าย"
ก็เป็นกลุ่มลาวครั่งอีกกลุ่มหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะรู้จักชื่อเสียงของสินค้าขึ้นชื่อ OTOP
“ผ้าทอบ้านไร่”
อันสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวลาวครั่งครับ
.
การอพยพในช่วงแรก ๆ เมื่อพวนกันมาถึงเมืองสุพรรณบุรี ต่างก็แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานรวมกลุ่มตามชาติพันธุ์ของตน ทั้ง
ลาวเวียง (ลาวหลวงจากเวียงจันทน์) ลาวโซ่ง (ไทดำหรือไททรงดำจากลาวเหนือแถบเดียนเบียนฟู) ลาวครั่ง ลาวกา
ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเตรียมพร้อมที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา เพราะเป็นเชลยสงครามและเป็นชนกลุ่มน้อย จึงไม่มีความแน่นอน หลายกลุ่มอพยพกระจายตัวไปตั้งถิ่นฐาน บุกเบิกที่ทำกินในพื้นที่ใหม่ ๆ เช่นชาวลาวครั่งจากพนมทวน และสองพี่น้อง ก็ได้อพยพขึ้นไป
พรหมพิราม วังทองของจังหวัดพิษณุโลก บ้านเกาะน้อย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท กำแพงแสน และนครปฐม
.
ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 จึงชัดเจนว่ามีลาวครั่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองอู่ทองเป็นครั้งแรก เมื่อ
“นายกองแดง”
นำกลุ่มญาติพี่น้องจากชัยนาทและสุพรรณบุรี มาตั้งชุมชนที่บ้าน
"
หนองตาสาม"
กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ของชาวลาวครั่ง
.
เมื่อชุมชนลาวครั่งใหญ่ขึ้น จึงมีการขยายตัวออกไปหักร้างถางพงเพิ่มเติม จนมีกลุ่มหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่โคกป่าละเมาะ ที่มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ ทั้งเสือ ช้าง จิ้งจอก อีเก้ง แต่ที่มีมากที่สุดคือ
"
กระต่าย"
ชาวลาวจึงเรียกโคกป่านี้ว่า
“โคกขี้กระต่าย”
นานวันเข้า พื้นที่ป่าก็กลายมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งข้าว โคกป่าละเมาะกลายมาเป็นโคกห้างนา เป็นเนินเลี้ยงวัวควายชั่วคราว จนกลายมาเป็นหมู่
“บ้านโคก”
อย่างถาวรในเวลาต่อมา
.
ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นของประเทศไทย มีเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายผสมอยู่มากมายครับ หลายคนไม่รู้และยังไม่เคยเข้าใจว่า
กลุ่มชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจำนวนมหาศาลในอดีตนี่แหละก็คือคนไทยในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งที่ผสมผสานกับคนจีนและชาวสยามโบราณ หรือผสมแค่กับคนจีน อย่างที่มีบางคนบอกว่า คนไทยก็คือ
“จีนปนลาว” ก็มีส่วนถูกไม่น้อย
ชาวลาวครั่ง ที่บ้านโคกมีความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดมาเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม ตั้งแต่ครั้งอาศัยในหลวงพระบาง
ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ทั้งความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและความเชื่อในเรื่องของอำนาจเหนือธรรมชาติ
หรือความเชื่อในเรื่องของ
"
ผี"
ครับ
การนับถือ
"
ผี"
มีอยู่สองแบบ คือ
การนับถือผีเจ้านายและการนับถือผีเทวดา
การถือผี จึงไม่ใช่เรื่องราวของ
"
ผี"
น่ากลัวที่คอยหลอกหลอนผู้คนในวันฮาโลวีน หรือตามริมฝั่งน้ำ เช่นอิทธิพลของต่างประเทศ และวรรณกรรมร่วมสมัย
แต่ผีของชาวลาวคือ
“ผีดี”
หรือผีบรรพบุรุษ ในความหมายเดียวกันที่เราจะเห็นผีบรรพบุรุษนี้ในทุก ๆ แห่งของประเทศไทย ถ้าสังเกตดี ๆ เช่น
"
ผีตาโขน"
ของชาวลาวครั่งที่ด่านซ้ายไงครับ ตอนนี้ผีบรรพบุรุษชาวลาวกำลังโกอินเตอร์ไปซะแล้ว
ผีเทวดาเป็นวิญญาณของรุกเทวดาที่เคยคุ้มครองบ้านเมืองหลวงพระบาง
นายกองแดงได้นำคณะไปอัญเชิญผีเทวดาจากศาลผีเทวดาอารักษ์ใหญ่ที่
อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
มาตั้งไว้ที่บ้านนายกองแดงในสมัยเริ่มตั้งหมู่บ้านหนองตาสาม มี
"
คนต้น"
เป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณ คอยดูแลเลี้ยงภูตผี ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งนี้เฉพาะคนในตระกูลเดียวกันเท่านั้น
ส่วนผีเจ้านาย เชื่อกันว่าผีของมูลนายหรือกษัตริย์ที่เคยปกครองหลวงพระบางมาในครั้งอดีต หรืออาจจะวิญญาณของบรรพบุรุษ ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว
มี
“กวน”
เป็นหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผี กวนจะเป็นทั้งผู้นำทางความเชื่อและผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนในเวลาเดียวกัน
ชาวบ้านโคกจะนับถือผีเจ้านายมากกว่าผีเทวดาครับ
สืบทอดต่อกันมาจากคนรุ่นที่แล้ว การอยู่ร่วมกันของผีทั้งสองก็มิได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ผู้คนก็สามารถเลือกนับถือผีได้ตามความเหมาะสม แต่บ้านโคกจะจัดเฉพาะพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย ส่วนผีเทวดาจะไปจัดกันที่วัดหนองตาสามที่เป็นหมู่บ้านใหญ่เริ่มแรก เพราะยังมีผู้คนนับถือผีเทวดาอยู่มาก
ทุกครั้งที่มีงานพิธีกรรมในรอบวงจรชีวิต(เกิด บวช แต่งงาน ตาย)
ก็มักจะมาบอกกล่าวกับคนต้นหรือกวนให้ติดต่อกับผีเพื่อแจ้งข่าวสาร เรียกว่าพิธี
“แปลงผีแปลงเรือน”
เครื่องบูชาที่ใช้กับผีจะแตกต่างกัน หากหนีตามกันหรือเกิดการ
"
ผิดผี"
ขึ้น แล้วกลับมาส่งตัวในหมู่บ้าน ก็จะต้องเสียผีด้วยเหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว มาแปลงผีหรือขอขมาลาโทษ ในสมัยโบราณเรื่องของการผิดผี การชู้สาว การค้างคืนโดยไม่เหมาะสมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมชาวลาวครั่ง
แต่ปัจจุบันโลกมันไปเปลี่ยนไปมากแล้วครับ
.....
ผีตามไม่ทันแล้ว !!!
งานเลี้ยงผีที่ผมไปเป็นประจำ จะจัดขึ้นในราวเดือน 7 ก่อนฤดูฝน โดย
“กวน”
จะเป็นผู้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน
การจัดพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านายก็เพื่อเป็นการเซ่นสรวงบูชา สำนึกขอบคุณที่ผีเจ้านายได้ดูแลหมู่บ้านมาโดยตลอด เป็นการขอพรประจำปี ยังเป็นจังหวะดีของพิธีกรรมแก้บน หรือแปลงผีแปลงเรือน สำหรับบ้านที่จัดงานแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว บ้านที่มีลูกที่เกิดใหม่ หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้คนในหมู่บ้านทำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ขอขมาลาโทษหรือขออนุญาตผีไว้ ถือเป็นการสะสางหนี้ที่มีต่อผีเจ้านายรวบยอดทั้งปีเลยครับ !!!
งานพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย จะเริ่มก่อนพิธีกรรมเลี้ยงผีเทวดา เพราะผู้คนในบ้านโคกให้ความนับถือมากกว่า งานเลี้ยงผีเจ้านายนี้จะไปจัดกันที่บริเวณ
“หอเจ้านาย”
พื้นที่กลางสาธารณะทางทิศเหนือของหมู่บ้าน โดยมี
“กวน”
เป็นผู้นำในพิธีกรรม และต้องมี
"
ร่างทรง"
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของงานครับ
ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวครั่งจะเรียก
“โซ้น”
เป็นคำนำหน้าชื่อ มีหน้าที่สำคัญในการเตรียมตัวจัดงานเลี้ยงผีเจ้านาย ในเช้าวันแรก โซ้นต่างทยอยกันเข้ามาที่หอเจ้านาย เพื่อทำความสะอาดศาล ล้างพวงมาลัยพลาสติคที่ประดับอยู่และกวาดเศษใบไม้ โดยมีลูกหลานเข้ามาช่วยกันหลายคน
หอเจ้านายของบ้านโคก
เป็นพื้นที่ป่าโปร่งประมาณ 2 ไร่ มีศาลเพียงตาจำนวน 7 หลัง ด้านหน้ามีศาลเจ้าที่อยู่ศาลหนึ่ง ในระหว่างที่ผู้เฒ่าผู้แก่กำลังสาละวนกับการทำความสะอาดศาลเพียงตาและพื้นที่หอเจ้านาย ด้านนอกก็จัดเตรียมจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ และเวทีดนตรีหมอรำแคน ที่ได้เงินมาจากการสมทบทุนของผู้คนในหมู่บ้านตามกำลังฐานะ ส่วนในยามค่ำคืนแรกนั้นก็จะมีการจัดฉายหนังกลางแปลงที่บริเวณลานหน้าเจ้านายเพื่อชักชวนประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนในหมู่บ้านรู้ว่า
พรุ่งนี้จะมีงานแล้วนะ !!!
ในช่วงเช้าของวันที่สองถือเป็นวันงาน
ชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย ต่างจะอุ้มลูกจูงหลาน หิ้วหาบนำเครื่องบูชาทั้งที่เป็นอาหารคาวหวาน ดอกไม้และธูปเทียน รวมทั้งเครื่องแก้บนซึ่งก็จะมี
"เหล้าขาว"
เป็นเครื่องเซ่นสำคัญ มารวมตัวกันในบริเวณหอเจ้านาย ในช่วงแรกกวนก็จะจัดชุดเครื่องเซ่นไปเซ่นศาลเจ้าที่ก่อน เพื่อขออนุญาตจัดงาน หลังจากขออนุญาตเจ้าที่แล้ว ผู้ชายก็จะช่วยกันฆ่าหมูใหญ่ หนึ่งตัว และไก่อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเนื้อมาทำเป็นอาหารเซ่นสรวงบูชาและอาหารสำหรับผู้คนที่เข้ามาร่วมพิธีกรรมทุกคน (รู้สึกว่าจะทำเป็นลาบหมู)
ชาวบ้านจะนั่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ ตามที่รู้จักคุ้นเคยกัน
ผู้ชายจะแยกไปนั่งอีกทาง ผู้หญิงและเด็กจะนั่งแยกมาอีกมุมหนึ่ง
.
เมื่อถึงเวลาก็จะนำเครื่องเซ่นสังเวยของตนมาถวายให้กับ
"
ร่างทรง"
ที่เป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็นคนดีและสะอาด
และเมื่อวิญญาณผีเจ้านายเข้าประทับร่างทรงแล้ว
ร่างทรงก็จะนำบุหรี่ออกมาสูบชนิดมวนต่อมวน นั่งอยู่ทางหน้าของศาลเพียงตาใหญ่ซักพัก
แล้วก็พลันลุกขึ้นวิ่งไปมารอบศาล ชนกิ่งหนามไผ่ ล้มกลิ้งไปมา โดยไม่แสดงความเกรงกลัวหรือเจ็บปวด
ชาวบ้านเล่าว่า ร่างทรงจะวิ่งกลับไปหลวงพระบางที่ประเทศลาว จึงต้องมีผู้ไปเชิญร่างทรงให้กลับมาที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับมาก็ยังลุกนั่งไม่เป็นที่ กระสับกระส่าย ผู้คนก็นำเครื่องเซ่นมาแปลงผีแก้บนที่เคยขอไว้ โดยมีกวนเป็นผู้ติดต่อให้ เมื่อขอขมาต่อแถวกันจนหมดแล้ว
ร่างทรงก็จะทำนายเหตุร้ายและทำนายการเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ให้กับผู้คนได้ทราบ แล้วก็จะเดินไปปะพรมน้ำมนต์ให้กับชาวบ้านทุกกลุ่มที่นั่งอยู่ในหอเจ้านายเพื่อเป็นสิริมงคล
ชาวบ้านทุกเพศวัย ก็จะนำอาหารมานั่งทานกันในระหว่างรอการเข้าทรง
ทั้งที่เป็นอาหารที่นำมาเองและอาหารที่ปรุงภายในศาล และก็จะออกมาที่โต๊ะจีนที่จัดไว้ หลายคนก็กลับบ้านกันไป
ส่วนที่เหลือก็จะมาสนุกสนาน เฉลิมฉลองงานพิธีกรรม ด้วยดนตรีหมอรำแคน เหล้าขาว อาหารเซ่นสรวงและก็ออกมาร่ายรำในจังหวะแคนกันเป็นที่สนุกสนาน
ซึ่งผมได้ถือโอกาสควงสาวน้อย "รีเบคก้า" จากประเทศกัวเตมาลาออกไปร่วมรำเซิ้งด้วยอาการมึนเมา
เพราะต้องดื่มและกินอย่างชาวบ้านไม่ให้แตกต่าง ......นั่นก็คือเทคนิคการวิจัยทางมานุษยวิทยาแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า
“การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม” (Participant Observations) ครับ
.
.
.
.
"
ผีเจ้านาย"
ในความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งที่บ้านโคก คือผีบรรพบุรุษที่ช่วยให้ผู้คนมีความมั่นคงทางจิตใจและสร้างความเชื่อมั่นในชีวิต ให้มีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นคติชนสำคัญที่มีหน้าที่ธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติพันธุ์ไว้มิให้สูญหายไป
ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ความหมายก็ยังคงเดิมครับ
ผีที่ผมไปงานเลี้ยงเป็นผีดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าลาวครั่งจะมีแต่ผีดีนะครับ ผีร้าย ผีน่ากลัวก็มีเยอะ
ทั้งเรื่องราวผีเปรตตัวสูง ๆ ที่เดินมาขอส่วนบุญในหมู่บ้าน ผีร้ายที่คอยมารังควานทั้งผีปอบ ผีโป่ง
แต่ผมว่าผมก็เจอมาหมดแล้วครับ เรื่องราวของ
"
ผี"
ในหลาย ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้
ผมชอบศึกษาเรื่องนี้มาก ถึงจะขนลุกซู่และเสียวสยองบ้างในบางครั้ง !!!
ในความเห็นของผม
....ผีเหล่านั้นมันเกิดขึ้นจากใจของเราเองครับ หากเราคิดและทำชั่ว ผีร้ายก็ปรากฏ หากเราทำดี คิดดีและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ผีร้ายก็จะหายไป ....จากจิตใจของเรา
เมื่อเราทำดี เราคงจะได้เห็น ผีดี ๆ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายายที่คอยคุ้มครองเราและสังคมไทยของเรา ให้กลับคืนมา ........
ในวันนี้ ก็ยังไม่เคยเห็น
"
ผีดี"
ท่านมานานแล้ว เห็นแต่ผีร้ายโดยเฉพาะ
ผี "
อำนาจ" และผี "การเมือง"
ที่คอยเกาะกินแผ่นดิน เอารัดเอาเปรียบผู้คนอยู่ทุกวันจนอ่อนใจ
.....เมื่อไหร่มันจะตาย ๆ ไปให้หมดซักทีก็ไม่รู้
อ้อ !
........ลืมไป......มันเป็น
“ผีร้าย” มันไม่มีวันตายอีกแล้ว !!!
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=147859
อ่านต่อ..................
Javascript Required
You need to enable Javascript in your browser to edit pages.
help on how to format text
Turn off "Getting Started"
Home
...
Loading...
เมื่อผมไปเลี้ยง ”ผี” กับลาวครั่ง ....ที่บ้านโคก
หลายครั้งครับที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมงานพิธีกรรม (Ritual) ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศไทย ทั้งในฐานะของนักวิจัย นักท่องเที่ยว บังเอิญผ่านไป หรือในฐานะของญาติพี่น้องสุดพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพราะความสัมพันธ์ที่ดันเข้าไปฝังตัวเก็บข้อมูลในหมู่บ้านนานวันจึงได้นับญาติเกี่ยวดองกัน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านนามว่า “บ้านโคก” ชุมชนใหญ่ของ “กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง”ที่นี่เป็นสนามวิจัยเพื่อฝึกฝนการเก็บข้อมูลทางมานุษยวิทยาที่สำคัญของหลายมหาวิทยาลัยในอดีต ทั้งศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหิดล ฯลฯ แต่ที่นี่ก็คือบ้านอีกหลังหนึ่งของผมครับ
บ้านโคก เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากเมืองโบราณและตลาดท่าพระยาจักรประมาณ 1.5 – 2 กิโลเมตร (อยู่ที่ว่าจะเข้าทางไหน) เป็นชุมชนชาว "ลาว" ที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมากระจัดกระจายในเขตภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคเหนือ เพื่อค้นหาภูมิประเทศที่เหมือนกับบ้านของเขาในอดีตครั้งอยู่ในอาณาจักรหลวงพระบาง ที่ต้องมีป่าเขา แม่น้ำและทุ่งราบสำหรับเพาะปลูกข้าว หลายคนคงสงสัย ชาวลาวเข้ามาได้อย่างไร เมื่อไหร่..... อ่านต่อเลยครับ
.
.
การเข้ามาของคนลาวในสมัยโบราณมีอยู่สองลักษณะด้วยกันคือ อพยพเข้ามาเองและถูกกวาดต้อนเข้ามา ที่อพยพมาเองก็จะเป็นพวกทางอีสาน สมัยโบราณยังไม่มีพาสปอร์ตและยังไม่พรมแดนนะครับ พวกเขาจึงสามารถเดินทางกระจัดกระจายกันไปมาได้อย่างสะดวก เพื่อหาถิ่นฐานที่อุดมสมบูรณ์หรือลี้ภัยสงคราม ส่วนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามานั้น ก็เพราะในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนชาวกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าอังวะกวาดต้อนกลับไปเกือบหมด บ้างก็ไปอยู่มัณฑะเลย์ บ้างไปอยู่ไทยใหญ่ ทุ่งราบภาคกลางของสยามจึงเกือบร้าง ผู้คนไพร่ฟ้ามีเหลืออยู่ไม่มาก เมื่อขาดแคลนแรงงาน การผลิตอาหารก็ไม่มีประสิทธิภาพ การสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ก็เป็นไปได้ยาก
.
สงครามโบราณเป็นสงครามแบบจารีต เมื่อชนะศึกก็จะกวาดตอนผู้คนไพร่ฟ้าราษฎรของบ้านเมืองที่พ่ายแพ้นั้นกลับไปยังดินแดนของตน เพื่อนำไปใช้เป็น “แรงงาน” ในการพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ส่วนที่จะฆ่าแบบล้างผลาญก็มีหลายครั้ง เช่นกรณีของตาเมอเลน หรือเจงกีสข่าน แต่แถวสุวรรณภูมินี้ไม่ค่อยมีครับ เพราะคนมันมีน้อย ฆ่าหมดก็ไม่มีแรงงานเหลือ
.
เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทำสงครามกับกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือลานช้าง อันเป็นที่รวมของอาณาจักรเวียงจันทร์และหลวงพระบางเข้าด้วยกัน ก็ได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองลาว เข้ามาไว้เป็นแรงงานรอบพระนครในรอบแรก ๆ
.
เช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ครับ ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็เป็นเมืองร้าง ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเชียงแสนและพม่าจนเกือบหมด กลุ่มคนสายพระเจ้ากาวิละจากลำปางเข้ายึดครองแทน ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 จึงทรงนำทัพจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปกวาดต้อนผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายจากแคว้นสิบสองปันนาและชาวลาวเหนือลงมาเป็นชาวเชียงใหม่และล้านนาในปัจจุบัน รวมทั้งนำลงมาไว้รอบพระนคร เช่น ชาวไทยวน ที่คูบัว ราชบุรีไงครับ
.
ครั้งถึงสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองอาณาจักรขึ้น ในปีพุทธศักราช 2369 สงครามครั้งนี้เรามักจะ "ดูถูก"เมืองลาวเขาว่าเป็นกบฏ แต่ชาวลาวมองว่า “เจ้าอนุวงษ์” คือมหาวีรบุรุษและเป็นศึกเพื่อกู้เอกราช (ยิ่งกว่าจูมง) ซึ่งหากศึกษาอย่างเข้าใจแล้วก็จะพบว่า เรามี "อคติ" เรื่องชาตินิยมแอบแฝงไว้มากมายในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนี้ ข้อสรุปสั้น ๆ ของผมก็คือ "เจ้าอนุวงษ์นำทัพลาวหวังจะเข้ามาเอาชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาครั้งรัชกาลที่ 1 กลับบ้านเกิด"
.
เมื่อสยามชนะสงครามเพราะชาวลาวที่เสวยสุขอยู่ที่โคราช เปลี่ยนใจหันกลับมาสวามิภักดิ์กับกรุงเทพ ฯ เวียงจันทน์จึงต้องถูกทำลายยับย่อย ดังพระราชดำรัสของรัชกาลที่สามความว่า “ เมืองเวียงจันทน์นี้เป็นกบฏมาสองครั้งแล้ว ไม่ควรจะเอาไว้เป็นบ้านเป็นเมืองให้อยู่สืบไป ให้กลับไปทำลายล้างเสียให้สิ้น”
.
และงานศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่า “...ตัวเมืองหลวงได้ถูกทำลายราบเรียบจนเป็นเมืองร้าง ยกเว้นแต่วัดวาอารามบางวัด ผู้คนพลเมืองก็ให้ไล่ต้อนเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม...”
.
"....สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก เป็นเหตุให้ประชาชนชาวลาวหลายเผ่าพันธุ์โยกย้ายที่อยู่อาศัยครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์นั้นก็ได้กวาดต้อนครอบครัวพวกลาวเลียงจันทน์มาไว้ที่เมืองลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครชัยศรี......"
.
ชาวลาวจากดินแดนที่เรียกว่า “ภูคัง” ก็ถูกกวาดต้อนมาด้วย ซึ่ง ลาวภูคัง หรือลาวเต่าเหลืองจาก "เมืองหลวงพระบาง" นี้ ก็คือชาวลาวครั่งบ้านโคกในปัจจุบันครับ เชื่อกันว่าชื่อลาวครั่งกร่อนเสียงมาจากลาวภูคังนั่นเอง
.
แต่ก่อนจะมาถึงบ้านโคกที่อู่ทอง กลุ่มชาวลาวครั่ง อพยพเคลื่อนย้ายกันไม่มีทิศทางชัดเจน แต่ส่วนมากจะอพยพไปตามเส้นทางเดินทัพโบราณ กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งที่ด่านซ้าย จังหวัดเลย เรียกตัวเองว่า “ลาวด่าน” อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ก็มีชาวลาวครั่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน เรียกตัวเองตามชื่อสภาพแวดล้อมว่า “ลาวโนนปอแดง” “ ลาวหนองเหมือน”
.
ชาวลาวอีกหลายกลุ่มที่แตกต่างกันตามถิ่นฐานเดิม บางส่วนก็อพยพตามเส้นทางภูเขาจากอำเภออู่ทองขึ้นยังไปยังด่านช้าง และเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเขตหุบเขาของอำเภอบ้านไร่ อำเภอทัพทัน เรียกตัวเองว่า"ลาวทัพคล้าย" ก็เป็นกลุ่มลาวครั่งอีกกลุ่มหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะรู้จักชื่อเสียงของสินค้าขึ้นชื่อ OTOP “ผ้าทอบ้านไร่” อันสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวลาวครั่งครับ
.
การอพยพในช่วงแรก ๆ เมื่อพวนกันมาถึงเมืองสุพรรณบุรี ต่างก็แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานรวมกลุ่มตามชาติพันธุ์ของตน ทั้งลาวเวียง (ลาวหลวงจากเวียงจันทน์) ลาวโซ่ง (ไทดำหรือไททรงดำจากลาวเหนือแถบเดียนเบียนฟู) ลาวครั่ง ลาวกา ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเตรียมพร้อมที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา เพราะเป็นเชลยสงครามและเป็นชนกลุ่มน้อย จึงไม่มีความแน่นอน หลายกลุ่มอพยพกระจายตัวไปตั้งถิ่นฐาน บุกเบิกที่ทำกินในพื้นที่ใหม่ ๆ เช่นชาวลาวครั่งจากพนมทวน และสองพี่น้อง ก็ได้อพยพขึ้นไป พรหมพิราม วังทองของจังหวัดพิษณุโลก บ้านเกาะน้อย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท กำแพงแสน และนครปฐม
.
ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 จึงชัดเจนว่ามีลาวครั่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองอู่ทองเป็นครั้งแรก เมื่อ “นายกองแดง” นำกลุ่มญาติพี่น้องจากชัยนาทและสุพรรณบุรี มาตั้งชุมชนที่บ้าน "หนองตาสาม" กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ของชาวลาวครั่ง
.
เมื่อชุมชนลาวครั่งใหญ่ขึ้น จึงมีการขยายตัวออกไปหักร้างถางพงเพิ่มเติม จนมีกลุ่มหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่โคกป่าละเมาะ ที่มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ ทั้งเสือ ช้าง จิ้งจอก อีเก้ง แต่ที่มีมากที่สุดคือ"กระต่าย" ชาวลาวจึงเรียกโคกป่านี้ว่า “โคกขี้กระต่าย” นานวันเข้า พื้นที่ป่าก็กลายมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งข้าว โคกป่าละเมาะกลายมาเป็นโคกห้างนา เป็นเนินเลี้ยงวัวควายชั่วคราว จนกลายมาเป็นหมู่ “บ้านโคก”อย่างถาวรในเวลาต่อมา
.
ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นของประเทศไทย มีเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายผสมอยู่มากมายครับ หลายคนไม่รู้และยังไม่เคยเข้าใจว่า กลุ่มชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจำนวนมหาศาลในอดีตนี่แหละก็คือคนไทยในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งที่ผสมผสานกับคนจีนและชาวสยามโบราณ หรือผสมแค่กับคนจีน อย่างที่มีบางคนบอกว่า คนไทยก็คือ “จีนปนลาว” ก็มีส่วนถูกไม่น้อย
ชาวลาวครั่ง ที่บ้านโคกมีความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดมาเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม ตั้งแต่ครั้งอาศัยในหลวงพระบางถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและความเชื่อในเรื่องของอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือความเชื่อในเรื่องของ "ผี" ครับ
การนับถือ "ผี" มีอยู่สองแบบ คือ การนับถือผีเจ้านายและการนับถือผีเทวดา การถือผี จึงไม่ใช่เรื่องราวของ "ผี" น่ากลัวที่คอยหลอกหลอนผู้คนในวันฮาโลวีน หรือตามริมฝั่งน้ำ เช่นอิทธิพลของต่างประเทศ และวรรณกรรมร่วมสมัย แต่ผีของชาวลาวคือ “ผีดี”หรือผีบรรพบุรุษ ในความหมายเดียวกันที่เราจะเห็นผีบรรพบุรุษนี้ในทุก ๆ แห่งของประเทศไทย ถ้าสังเกตดี ๆ เช่น "ผีตาโขน" ของชาวลาวครั่งที่ด่านซ้ายไงครับ ตอนนี้ผีบรรพบุรุษชาวลาวกำลังโกอินเตอร์ไปซะแล้ว
ผีเทวดาเป็นวิญญาณของรุกเทวดาที่เคยคุ้มครองบ้านเมืองหลวงพระบาง นายกองแดงได้นำคณะไปอัญเชิญผีเทวดาจากศาลผีเทวดาอารักษ์ใหญ่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มาตั้งไว้ที่บ้านนายกองแดงในสมัยเริ่มตั้งหมู่บ้านหนองตาสาม มี "คนต้น" เป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณ คอยดูแลเลี้ยงภูตผี ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งนี้เฉพาะคนในตระกูลเดียวกันเท่านั้น
ส่วนผีเจ้านาย เชื่อกันว่าผีของมูลนายหรือกษัตริย์ที่เคยปกครองหลวงพระบางมาในครั้งอดีต หรืออาจจะวิญญาณของบรรพบุรุษ ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว มี “กวน” เป็นหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผี กวนจะเป็นทั้งผู้นำทางความเชื่อและผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนในเวลาเดียวกัน
ชาวบ้านโคกจะนับถือผีเจ้านายมากกว่าผีเทวดาครับ สืบทอดต่อกันมาจากคนรุ่นที่แล้ว การอยู่ร่วมกันของผีทั้งสองก็มิได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ผู้คนก็สามารถเลือกนับถือผีได้ตามความเหมาะสม แต่บ้านโคกจะจัดเฉพาะพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย ส่วนผีเทวดาจะไปจัดกันที่วัดหนองตาสามที่เป็นหมู่บ้านใหญ่เริ่มแรก เพราะยังมีผู้คนนับถือผีเทวดาอยู่มาก
ทุกครั้งที่มีงานพิธีกรรมในรอบวงจรชีวิต(เกิด บวช แต่งงาน ตาย) ก็มักจะมาบอกกล่าวกับคนต้นหรือกวนให้ติดต่อกับผีเพื่อแจ้งข่าวสาร เรียกว่าพิธี “แปลงผีแปลงเรือน” เครื่องบูชาที่ใช้กับผีจะแตกต่างกัน หากหนีตามกันหรือเกิดการ "ผิดผี" ขึ้น แล้วกลับมาส่งตัวในหมู่บ้าน ก็จะต้องเสียผีด้วยเหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว มาแปลงผีหรือขอขมาลาโทษ ในสมัยโบราณเรื่องของการผิดผี การชู้สาว การค้างคืนโดยไม่เหมาะสมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมชาวลาวครั่ง แต่ปัจจุบันโลกมันไปเปลี่ยนไปมากแล้วครับ ..... ผีตามไม่ทันแล้ว !!!
งานเลี้ยงผีที่ผมไปเป็นประจำ จะจัดขึ้นในราวเดือน 7 ก่อนฤดูฝน โดย “กวน” จะเป็นผู้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน การจัดพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านายก็เพื่อเป็นการเซ่นสรวงบูชา สำนึกขอบคุณที่ผีเจ้านายได้ดูแลหมู่บ้านมาโดยตลอด เป็นการขอพรประจำปี ยังเป็นจังหวะดีของพิธีกรรมแก้บน หรือแปลงผีแปลงเรือน สำหรับบ้านที่จัดงานแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว บ้านที่มีลูกที่เกิดใหม่ หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้คนในหมู่บ้านทำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ขอขมาลาโทษหรือขออนุญาตผีไว้ ถือเป็นการสะสางหนี้ที่มีต่อผีเจ้านายรวบยอดทั้งปีเลยครับ !!!
งานพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย จะเริ่มก่อนพิธีกรรมเลี้ยงผีเทวดา เพราะผู้คนในบ้านโคกให้ความนับถือมากกว่า งานเลี้ยงผีเจ้านายนี้จะไปจัดกันที่บริเวณ “หอเจ้านาย” พื้นที่กลางสาธารณะทางทิศเหนือของหมู่บ้าน โดยมี “กวน” เป็นผู้นำในพิธีกรรม และต้องมี "ร่างทรง" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของงานครับ
ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวครั่งจะเรียก “โซ้น” เป็นคำนำหน้าชื่อ มีหน้าที่สำคัญในการเตรียมตัวจัดงานเลี้ยงผีเจ้านาย ในเช้าวันแรก โซ้นต่างทยอยกันเข้ามาที่หอเจ้านาย เพื่อทำความสะอาดศาล ล้างพวงมาลัยพลาสติคที่ประดับอยู่และกวาดเศษใบไม้ โดยมีลูกหลานเข้ามาช่วยกันหลายคน
หอเจ้านายของบ้านโคก เป็นพื้นที่ป่าโปร่งประมาณ 2 ไร่ มีศาลเพียงตาจำนวน 7 หลัง ด้านหน้ามีศาลเจ้าที่อยู่ศาลหนึ่ง ในระหว่างที่ผู้เฒ่าผู้แก่กำลังสาละวนกับการทำความสะอาดศาลเพียงตาและพื้นที่หอเจ้านาย ด้านนอกก็จัดเตรียมจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ และเวทีดนตรีหมอรำแคน ที่ได้เงินมาจากการสมทบทุนของผู้คนในหมู่บ้านตามกำลังฐานะ ส่วนในยามค่ำคืนแรกนั้นก็จะมีการจัดฉายหนังกลางแปลงที่บริเวณลานหน้าเจ้านายเพื่อชักชวนประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนในหมู่บ้านรู้ว่า พรุ่งนี้จะมีงานแล้วนะ !!!
ในช่วงเช้าของวันที่สองถือเป็นวันงาน ชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย ต่างจะอุ้มลูกจูงหลาน หิ้วหาบนำเครื่องบูชาทั้งที่เป็นอาหารคาวหวาน ดอกไม้และธูปเทียน รวมทั้งเครื่องแก้บนซึ่งก็จะมี "เหล้าขาว" เป็นเครื่องเซ่นสำคัญ มารวมตัวกันในบริเวณหอเจ้านาย ในช่วงแรกกวนก็จะจัดชุดเครื่องเซ่นไปเซ่นศาลเจ้าที่ก่อน เพื่อขออนุญาตจัดงาน หลังจากขออนุญาตเจ้าที่แล้ว ผู้ชายก็จะช่วยกันฆ่าหมูใหญ่ หนึ่งตัว และไก่อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเนื้อมาทำเป็นอาหารเซ่นสรวงบูชาและอาหารสำหรับผู้คนที่เข้ามาร่วมพิธีกรรมทุกคน (รู้สึกว่าจะทำเป็นลาบหมู)
ชาวบ้านจะนั่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ ตามที่รู้จักคุ้นเคยกัน ผู้ชายจะแยกไปนั่งอีกทาง ผู้หญิงและเด็กจะนั่งแยกมาอีกมุมหนึ่ง
.
เมื่อถึงเวลาก็จะนำเครื่องเซ่นสังเวยของตนมาถวายให้กับ "ร่างทรง" ที่เป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็นคนดีและสะอาด และเมื่อวิญญาณผีเจ้านายเข้าประทับร่างทรงแล้ว ร่างทรงก็จะนำบุหรี่ออกมาสูบชนิดมวนต่อมวน นั่งอยู่ทางหน้าของศาลเพียงตาใหญ่ซักพัก
แล้วก็พลันลุกขึ้นวิ่งไปมารอบศาล ชนกิ่งหนามไผ่ ล้มกลิ้งไปมา โดยไม่แสดงความเกรงกลัวหรือเจ็บปวด ชาวบ้านเล่าว่า ร่างทรงจะวิ่งกลับไปหลวงพระบางที่ประเทศลาว จึงต้องมีผู้ไปเชิญร่างทรงให้กลับมาที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับมาก็ยังลุกนั่งไม่เป็นที่ กระสับกระส่าย ผู้คนก็นำเครื่องเซ่นมาแปลงผีแก้บนที่เคยขอไว้ โดยมีกวนเป็นผู้ติดต่อให้ เมื่อขอขมาต่อแถวกันจนหมดแล้ว ร่างทรงก็จะทำนายเหตุร้ายและทำนายการเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ให้กับผู้คนได้ทราบ แล้วก็จะเดินไปปะพรมน้ำมนต์ให้กับชาวบ้านทุกกลุ่มที่นั่งอยู่ในหอเจ้านายเพื่อเป็นสิริมงคล
ชาวบ้านทุกเพศวัย ก็จะนำอาหารมานั่งทานกันในระหว่างรอการเข้าทรง ทั้งที่เป็นอาหารที่นำมาเองและอาหารที่ปรุงภายในศาล และก็จะออกมาที่โต๊ะจีนที่จัดไว้ หลายคนก็กลับบ้านกันไป
ส่วนที่เหลือก็จะมาสนุกสนาน เฉลิมฉลองงานพิธีกรรม ด้วยดนตรีหมอรำแคน เหล้าขาว อาหารเซ่นสรวงและก็ออกมาร่ายรำในจังหวะแคนกันเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งผมได้ถือโอกาสควงสาวน้อย "รีเบคก้า" จากประเทศกัวเตมาลาออกไปร่วมรำเซิ้งด้วยอาการมึนเมาเพราะต้องดื่มและกินอย่างชาวบ้านไม่ให้แตกต่าง ......นั่นก็คือเทคนิคการวิจัยทางมานุษยวิทยาแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม” (Participant Observations) ครับ
.
.
.
.
"ผีเจ้านาย" ในความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งที่บ้านโคก คือผีบรรพบุรุษที่ช่วยให้ผู้คนมีความมั่นคงทางจิตใจและสร้างความเชื่อมั่นในชีวิต ให้มีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นคติชนสำคัญที่มีหน้าที่ธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติพันธุ์ไว้มิให้สูญหายไป ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ความหมายก็ยังคงเดิมครับ
ผีที่ผมไปงานเลี้ยงเป็นผีดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าลาวครั่งจะมีแต่ผีดีนะครับ ผีร้าย ผีน่ากลัวก็มีเยอะ ทั้งเรื่องราวผีเปรตตัวสูง ๆ ที่เดินมาขอส่วนบุญในหมู่บ้าน ผีร้ายที่คอยมารังควานทั้งผีปอบ ผีโป่ง แต่ผมว่าผมก็เจอมาหมดแล้วครับ เรื่องราวของ"ผี" ในหลาย ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้ ผมชอบศึกษาเรื่องนี้มาก ถึงจะขนลุกซู่และเสียวสยองบ้างในบางครั้ง !!!
ในความเห็นของผม ....ผีเหล่านั้นมันเกิดขึ้นจากใจของเราเองครับ หากเราคิดและทำชั่ว ผีร้ายก็ปรากฏ หากเราทำดี คิดดีและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ผีร้ายก็จะหายไป ....จากจิตใจของเรา
เมื่อเราทำดี เราคงจะได้เห็น ผีดี ๆ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายายที่คอยคุ้มครองเราและสังคมไทยของเรา ให้กลับคืนมา ........
ในวันนี้ ก็ยังไม่เคยเห็น"ผีดี" ท่านมานานแล้ว เห็นแต่ผีร้ายโดยเฉพาะผี "อำนาจ" และผี "การเมือง" ที่คอยเกาะกินแผ่นดิน เอารัดเอาเปรียบผู้คนอยู่ทุกวันจนอ่อนใจ .....เมื่อไหร่มันจะตาย ๆ ไปให้หมดซักทีก็ไม่รู้
อ้อ ! ........ลืมไป......มันเป็น “ผีร้าย” มันไม่มีวันตายอีกแล้ว !!!
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=147859
อ่านต่อ..................